Semantic Segmentation
เทคนิคทางคอมพิวเตอร์วิทัศน์ Computer Vision ที่ทำการจำแนกประเภทของแต่ละพิกเซลในรูปภาพ ว่าเป็นภาพพื้นหลัง Background หรือเป็นรอยที่ถูกดัดแปลงตัดต่อ Forgery
Semantic Segmentation
เทคนิคทางคอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Computer Vision) ที่ทำการจำแนกประเภทของแต่ละพิกเซลในรูปภาพ ว่าเป็นภาพพื้นหลัง (Background) หรือเป็นรอยที่ถูกดัดแปลงตัดต่อ (Forgery)
หลักการทำงาน
ระบบประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบร่องรอยการตัดต่อในระดับพิกเซลด้วยโมเดล Deep Learning (SegFormer) โดยวิเคราะห์บริบทของภาพทั้งในระดับโครงสร้างรวม (Global Context) และรายละเอียดระดับขอบเขตพิกเซล (Local Details)
ขั้นตอน:
- รูปภาพดิบจะถูกส่งเข้าโมเดล SegFormer
- โมเดลสกัด Features ในหลายระดับความละเอียด (Hierarchical Features)
- Decoder ของโมเดลจะรวม Features เข้าด้วยกัน และทำการทำนาย (Prediction) ว่าแต่ละพิกเซลในภาพมีความน่าจะเป็นที่จะเป็นรอยตัดต่อมากน้อยเพียงใด
- ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น Probability Map ที่สามารถนำไปพล็อตเป็นภาพแผนที่ความร้อน (Heatmap) แสดงบริเวณที่น่าสงสัย
ประเภทการปลอมแปลงที่ตรวจจับได้
| ประเภทการปลอมแปลง | คำอธิบาย |
|---|---|
| Splicing | นำบริเวณจากรูปอื่นมาวาง (มักมีความผิดปกติของสัญญาณพิกเซลและขอบเขต) |
| Copy-Move | คัดลอกบริเวณในรูปเดิมแล้วย้ายไปที่อื่น (โมเดลสามารถเรียนรู้ความซ้ำซ้อน) |
| Retouching | แก้ไขพิกเซลเฉพาะจุด (เช่น เปลี่ยนตัวเลขบนสลิปโอนเงิน) |
Semantic Segmentation ในระบบนี้
เทคนิคนี้เป็นกลไกหลักที่ใช้โดย AI Inference Service ผ่านโมเดล SegFormer
กระบวนการ:
- API ส่งภาพไปยัง AI Inference Service
- ภาพถูกป้อนเข้าสู่กระบวนการ Semantic Segmentation ด้วยโมเดล SegFormer
- SegFormer สร้าง Segmentation Mask / Probability Map ออกมา
- Mask ถูกแปลงเป็น Heatmap สำหรับแสดงผลให้ผู้ใช้เห็นจุดเสี่ยง
ประเด็นสำคัญ
- แตกต่างจาก Image Classification ที่บอกแค่ว่า "มี" หรือ "ไม่มี" การตัดต่อ แต่ Semantic Segmentation จะชี้ตำแหน่งพิกเซล (Localization) ให้เห็นชัดเจน
- ใช้ Differential Learning Rates ในการ Train โมเดลให้มีความแม่นยำสูง
- ได้ผลดีกับประเภทภาพหลอกลวงที่พบบ่อยที่สุด: สลิปที่ถูกแก้ไขตัวเลข, ใบเสร็จปลอม, รูปโปรไฟล์ที่เปลี่ยนใบหน้า